สปายอีพี สมาคมคนติ่ง ซีรีย์เกาหลี ญี่ปุ่น Netflix VIU เรื่องย่อ ฉากเด็ดน่าสนใจ เว็บนี้ที่เดียว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: 1 2 3 4
1
ส่องภาพล่าสุดของอดีตนักแสดงเด็ก คิมซูอัน (Kim Su An) ผู้รับบทเป็นลูกสาวของพระเอก กงยู ในภาพยนตร์เรื่อง Train to Busan


ไม่อยากจะเชื่อว่าเวลาจะผ่านรวดเร็วได้ขนาดนี้ 5 ปีแล้วที่ภาพยนตร์ Train to Busan ได้ออกสู่สายตาประชาชน แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ และล่าสุดก็กลับเป็นกระแสอีก โดยครั้งนี้แง่มุมที่ถูกพูดถึงการคือ การเจริญเติบโตของนักแสดงเด็ก คิมซูอัน ที่รับบทเป็นลูกสาวของพระเอก กงยู


ในตอนที่ Kim Soo Ahn แสดงหนังเรื่อง Train to Busan เธออายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น แม้จะอายุน้อยแต่การแสดงของเธอกลับทำให้เหล่าผู้ชมเสียน้ำตาเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นนักแสดงเด็กที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเกาหลีใต้ ไม่เพียงเท่านั้นผลงานจากหนังเรื่องนี้ยังพาเธอไปไกลได้มีประสบการณ์ร่วมงาน เทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 2016 อีกด้วย


ปัจจุบัน Kim Soo Ahn อายุ 15 ปี เธออยู่ภายใต้สังกัด Blossom Entertainment ซึ่งเธอยังรับงานแสดงอย่างต่อเนื่อง แม้ผลงาน Train to Busan  จะสร้างชื่อให้กับเธอมาก แต่เรื่องอื่นๆ ปังไม่น้อยหน้าเลยไม่ว่าจะเป็น Along With the Gods: The Two Worlds ,The Battleship Island ,The Mimic และ Silence






2
เมคอัพอาร์ติส และบิวตี้ยูทูปเบอร์ชาวเกาหลีชื่อดัง Risabae ได้สร้างความตื่นตะลึงอีกครั้ง เมื่อคอนเทนต์ล่าสุดของเธอได้โชว์สกิลการแต่งหน้าคัฟเวอร์ลุคของนักเต้นสาว NOZE (โนเจ) ที่กำลังอยู่ในความสนใจของแฟนๆ จำนวนมากจากรายการ Street Woman Fighter


Risabae ได้โพสต์ภาพถ่ายลุคล่าสุดที่แต่งหน้าคัฟเวอร์ โนเจ นักเต้นของทีม WAYB ในรายการ Street Woman Fighter ลง Instagram ส่วนตัวของเธอ ซึ่งทันทีที่โพสต์ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ จำนวนมาก รวมไปถึงมีเพื่อนคนดังมาคอมเมนต์ชื่นชมในฝีมือการแต่งหน้าของเธอ

ฮานิ EXID : “พี่คะ พี่ช่าง…”

อีฮานี : “ว้าววว ซาแบคนอัจฉริยะ”

ด้าน นักเต้นสาว โนเจ เจ้าของลุคต้นฉบับเอง ก็ได้มาโพสต์คอมเมนต์เช่นกันว่า "สุดยอดมากจริงๆ……♥♥"


นอกจากนี้ คลิปวิดีโอที่ Risabae อัปโหลดลง YouTube ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีผู้เข้าชมสูงกว่า 600,000 วิวภายในเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น

Street Woman Fighter กำลังเป็นอีกหนึ่งรายการฮอต จากช่อง Mnet ที่เป็นการประชันกันของเหล่านักเต้นระดับแนวหน้าของเกาหลี โดยแต่ละทีมที่มีพื้นเพ ประสบการณ์ในวงการที่หลากหลายและแตกต่างกันไป สามารถรับชมซับไทยถูกลิขสิทธิ์รายการได้ที่ Viu

3
เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงจะเป็นเช่นกัน! เมื่อดูซีรีส์ไม่ได้ดูที่พระเอกผู้แสนดีอย่างเดียว แต่ความร้าย สไตล์แบดบอยของเหล่าหนุ่มๆ ในซีรีส์ทั้งหลายก็ทำให้หัวใจสั่นไหวได้เช่นกัน!

งานนี้ MONOMAX (โมโนแมกซ์) จึงจัดให้! รวมเหล่าตัวร้ายสุดแซ่บที่ถึงแม้ในซีรีส์จะรับบทสุดโหด เป็นฆาตกรโรคจิต แต่สาวๆ ก็ยังคลั่งและหลงเสน่ห์ของพวกเขาไม่แพ้พระเอกผู้แสนดีซะเลย!


เริ่มต้นที่คนแรก อีซึงกิ ได้สลัดภาพพระเอกแบบเดิมๆ สวมบทบาท จองบารึม ฆาตกรต่อเนื่องที่มียีนไซโคพาธ ในซีรีส์เกาหลีแนวทริลเลอร์-ดราม่าสุดฮอต MOUSE เกมล่าฆาตกรคลั่ง แต่ถึงแม้ว่าในบทบาทของเขาจะดูร้ายและโหดขนาดไหน สาวๆ ทั้งเอเชียต่างก็ยังคงรัก “อีซึงกิ” เช่นเดิม!


คนที่สอง คิมแจอุค จากพระเอกสุดละมุนของสาวๆ พลิกสู่บทบาท โมแทกู จากซีรีส์ Voice ล่าเสียงมรณะ ฆาตกรโรคจิต ดิบ เถื่อน โหด! ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้บทพระเอกเลยแม้แต่น้อย เพราะต่อให้โหด เถื่อนแค่ไหน แต่ประโยคเด็ดในซีรีส์ “คุณไม่ควรตกหลุมรักผม” ก็ทำเอาสาวๆ ก็ใจละลายใครไม่ตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ก็บ้าแล้ว!


คนที่สาม จางมีควาน จากนายแบบหนุ่มสู่นักแสดงกับบทโจรโรคจิตที่ก่อคดีลักพาตัวหญิงในซีรีส์ Strong Girl Bong-Soon โดบงซุน ยัยสาวจอมพลัง ซึ่งบทของเขาจะต้องใส่ผ้าปิดหน้าเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง แต่ออร่าความหล่อ แซ่บของเขาก็ทำให้ผู้ชมเกลียดไม่ลงและอยากเป็นผู้หญิงในซีรีส์ที่โดนลักพาตัวกันเป็นแถว!


คนที่สี่ ยังเซจง ที่ต้องมารับ 2 บทบาททั้งพระเอกและตัวร้าย อีซังอุน ในซีรีส์ Duel โคลนนิ่งมรณะ ในตอนบทพระเอกก็เป็นชายหนุ่มสุภาพแสนดี แต่พอเป็นมนุษย์โคลนนิ่งตัวร้ายก็สามารถทำร้ายและฆ่าผู้อื่นได้อย่างเลือดเย็น! งานนี้เห็นทีว่าสาวๆ คงต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะชอบแบบร้ายหรือแบบดี! แต่แบบแบดๆ ก็มีเสน่ห์น่าค้นหาอย่างบอกไม่ถูกเช่นกันนะ!


คนสุดท้าย ยุนฮยอนมิน กับบทบาทของ ลีจุนฮี จากซีรีส์ Beating Again รักใหม่หัวใจเดิม หนุ่มหล่อ ฉลาด แต่แอบแฝงและเต็มไปด้วยความร้ายกาจในเรื่องการโยนความผิดให้คนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย! แต่ถึงแม้ว่าเขาทำเลวแค่ไหน เชื่อเลยว่าสาวๆ ทั้งหลายต่างก็พร้อมที่จะให้อภัยเขาเสมออยู่แล้ว!

แฟนๆ สามารถติดตามรับชมบทบาทความร้ายแบบโหด ดิบ เถื่อนของ 5 หนุ่มหล่อ ใน 5 ซีรี่ส์เรื่องดัง ผ่านทาง MONOMAX (โมโนแมกซ์) พากย์ไทยครบทุกเรื่อง

4
เตรียมตัวเตรียมใจลุ้นระทึกไปกับซีรีส์เรื่องใหม่ ‘Goosebumps‘ อีกหนึ่งโปรเจกต์ป้ายแดงจาก Kakao TV ที่ได้มีการเปิดเผยแล้วว่า มินโฮ SHINee จะมาท้าทายฝีมือการแสดงด้วยเรื่องราวแนวใหม่ผ่านซีรีส์เรื่องนี้


ทาง Kakao TV ได้ออกมาประกาศโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องใหม่ Goosebumps พร้อมเปิดเผยชื่อนักแสดงนำอย่าง มินโฮ อย่างเป็นทางการ ซึ่งภายหลังทาง SM Entertainment ต้นสังกัดของไอดอลนักแสดงหนุ่มก็ได้ยืนยันเป็นที่เรียบร้อย


Goosebumps จะเป็นซีรีส์ความยาว 8 ตอน ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวสยองขวัญที่เกิดขึ้นในชีวิตปกติประจำวัน ซึ่งจะเป็นผลงานที่กำกับโดย ผู้กำกับจองบอมชิก จาก The Epitaph , Horror Stories , Gonjiam: Haunted Asylum


โดยครั้งนี้ มินโฮ จะมารับบท ฮุน ชาวหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และนิสัยขี้สงสัย ซึ่งเขาได้ไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดบางอย่างหลังได้รับจดหมายลึกลับ ก่อนหน้านี้ ชเวจีอู ก็ได้คอนเฟิร์มร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้เช่นกัน แต่เธอจะปรากฏตัวในตอนอื่นของซีรีส์


ตามรายงานได้ระบุว่า "Goosebumps" ได้วางแผนออกอากาศในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2021 นี้


ขณะเดียวกัน มินโฮ ก็เพิ่งจะมีผลงานการแสดงชิ้นใหม่ในเรื่อง Yumi’s Cells ร่วมกับ คิมโกอึน และ อันโบฮยอน ที่เพิ่งออกอากาศตอนแรกไปเมื่อวันที่ 17 กันยายนนี้ โดยแฟนๆ สามารถติดตามชมซับไทยถูกสิขสิทธิ์ได้ที่ iQIYI




5
กำลังจะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของซีซั่น 2 กันแล้ว สำหรับซีรีส์ชุด Hospital Playlist ที่มอบความบันเทิงให้กับผู้ชมมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่จะถึงบทสรุปของเรื่องราวในซีซั่น 2 นี้ หลายคนต่างตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้สำหรับการผลิตซีซั่นที่ 3 เช่นเดียวกันกับสื่อเกาหลีที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ได้มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า Hospital Playlist จะสิ้นสุดลงที่ซีซั่น 2 ซึ่งล่าสุดทางทีมผู้ผลิตซีรีส์ได้ออกมาตอบถึงในอนาคตของซีรีส์แล้ว


ในวันที่ 16 กันยายน สำนักข่าวเกาหลีใต้ Sports Chosun รายงานว่าซีรีส์ชุดยอดนิยมอย่าง Hospital Playlist กำลังจะเดินทางมาสู่จุดสรุปของเรื่องด้วยการจบซีรีส์ที่ซีซั่น 2 และจะไม่มีการผลิตซีซั่นที่ 3 ต่อ


อย่างไรก็ดี ทางด้านผู้ผลิตซีรีส์ได้ออกมาตอบเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผลิตซีซั่นต่อไปว่า “ทั้งทางทีมงานฝ่ายการผลิตและนักแสดงต่างมีความปรารถนาที่จะกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง หากมีการวางแผนผลิตซีซั่นใหม่ในสักวันหนึ่ง แต่จากสถานะปัจจุบันนี้ เรายังไม่มีแผนที่ชัดเจนใดๆ ทั้งสิ้น”


ก่อนหน้านี้ในงานแถลงข่าวเปิดตัวซีซั่น 2 ผู้กำกับชินวอนโฮ ได้เคยตอบคำถามสัมภาษณ์ถึงแพลนสำหรับซีซั่น 3 ว่า ตอนที่เขาทำการแคสติ้งนักแสดงได้มีการพูดคุยกันว่าอยากที่จะทำซีรีส์ให้ถึงซีซั่น 3 แต่ว่าหลังจากที่ได้ลองทำซีรีส์ในรูปแบบซีซั่นก็ได้เรียนรู้ความท้าทายและข้อจำกัดต่างๆ ที่มีทั้งข้อดีและก็ข้อเสียที่ไม่เคยได้คาดคิดมาก่อนเพราะว่าเป็นครั้งแรกของเขาที่ได้ทำซีรีส์ในรูปแบบซีซั่น แล้วก็ได้พูดคุยกับนักแสดงว่าไม่ต้องผูกติดกับการทำซีซั่นต่อไป ให้เหล่านักแสดงทำงานในโปรเจกต์อื่นๆ ได้อย่างอิสระ แต่ถ้าหากมีแพลนว่าจะทำก็ค่อยมาพูดคุยกันในเวลานั้น ฉะนั้นจึงยังไม่มีแพลนที่ชัดเจนสำหรับซีซั่น 3


Hospital Playlist 2 เป็นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวของแพทย์ 5 คนที่จบมาจากมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์จากที่เดียวกันในปี 1999 ซึ่งทั้งหมดยังคงเป็นเพื่อนกันมาจนถึงปัจจุบันและทำงานในโรงพยาบาลแห่งเดียวกันอีก โดยในซีซั่น 2 นี้ได้มาสานต่อเรื่องราวความสัมพันธ์ , ความรัก , ชีวิตและการทำงานในแต่ละวันของตัวละครหลักทั้ง 5 ให้ได้อิ่มเอมหัวใจอีกครั้ง


โดย Hospital Playlist 2 จะออกอากาศตอนสุดท้ายในวันพฤหัสบดี 16 กันยายน ทางช่อง tvN เวลา 21.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) ส่วนแฟนๆ ชาวไทยสามารถรับชมซีรีส์เรื่องนี้ พร้อมซับไทยถูกลิขสิทธิ์ได้ผ่านทางระบบสตรีมมิ่ง Netflix ตามเวลา 21.00 น. ของประเทศไทย

6
กำลังเดินหน้าลุยผลิตคอนเทนต์ซีรีส์ออริจินัลอย่างเต็มที่ สำหรับประเทศเกาหลีที่ตอนนี้รุกหนักอุตสาหกรรมซีรีส์สายวายเร่งเครื่องผลิตซีรีส์อย่างจุกๆ เพื่อให้คนทั้งโลกที่เลิฟซีรีส์วายได้ฟินกัน


ล่าสุดกับผลงานชิ้นโบว์แดงซีรีส์สายวายสุดละมุน Peach of Time ผลงานจาก WeTV ORIGINAL ร่วมทุนสร้างกับผู้ผลิตประเทศเกาหลี นำทีมโดยนักแสดงเลือดใหม่ไฟแรงจากแดนกิมจิอย่าง ชเวแจฮยอน หนุ่มเกาหลีอิมพอร์ตจากสหรัฐอเมริกา ที่กำลังมาแรงเกินต้าน ฝากผลงานที่คนไทยรู้จักมาแล้ว อาทิ Love with Flows และ Run On หล่อพิมพ์นิยมหน้าหวานชวนฝันอย่างแรง


งานนี้พิเศษใส่ไข่ตรงที่ว่า ซีรีส์สายวายฟอร์มโคเรีย Peach of Time เรื่องนี้ ยังคว้าตัวนักแสดงหนุ่มไทยโกอินเตอร์ต่างแดนแบบยกกำลังสอง อย่าง จิมมี่-กานต์ กฤษณะพันธ์ และ ทอมมี่-สิทธิโชค เผือกพูลผล สองหนุ่มสุดหล่อเมดอินไทยแลนด์ที่แจ้งเกิดมาจากคู่จิ้นสุดน่ารักจากซีรีส์วายไทยเรื่อง WHY R U The Series เพราะรักใช่หรือเปล่า


ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งไทยและระดับอินเตอร์ ด้วยเคมี ฟิสิกส์ ชีวะที่ลงตัวกันสุดๆ ทำให้กลายเป็นคู่จิ้นอีกหนึ่งคู่ที่แฟนๆ รอคอยการกลับมาเหลือเกิน โดยซีรีส์วาย Peach of Time ทั้งสองหนุ่ม จิมมี่-ทอมมี่ ต้องโกอินเตอร์บินไปถ่ายทำที่ประเทศเกาหลีทั้งหมด ใช้ระยะเวลาในการถ่ายทำนานกว่า 2 เดือน


ซีรีส์ Peach of Time เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ พีช (รับบทโดย จิมมี่ กานต์) เด็กหนุ่มชาวไทยวัย 22 ปี ได้ตัดสินใจบินไปเกาหลีเพื่อเจอกับเพื่อนออนไลน์ชาวเกาหลีของเขาชื่อว่า ยุนโอ (รับบทโดย ชเวแจฮยอน)


สำหรับพีชแล้วนั้นทุกอย่างเหมือนจะราบรื่นไปด้วยดี เขาทำตามฝันได้สำเร็จ ในที่สุดเขากับยุนโอก็ได้อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ระหว่างที่อยู่กับยุนโอ พีชก็ได้เจอกับ วิญญาณอย่าง มาริโอ้ (รับบทโดย ทอมมี่ สิทธิโชค) และได้รับรู้เรื่องราวที่เหนือความคาดหมาย เรื่องราวและความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเป็นยังไงต่อไป ติดตามชมได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.00 น. ที่ WeTV เท่านั้น


Peach of Time ออนแอร์ตอนแรกไปในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับถล่มทลายและสองนักแสดงหลักอย่าง จิมมี่ กานต์ และ ทอมมี่ สิทธิโชค เองก็ได้ออกมาโพสต์ขอบคุณทางทีมงานและนักแสดงรวมถึงแฟนๆ ที่คอยให้การสนับสนุนอีกด้วย พร้อมประกาศศักดาความปังสองหนุ่มไทยโกอินเตอร์ระดับนานาชาติบนเส้นทางบันเทิงซีรีส์สายวาย


ติดตามให้กำลังใจทั้งสองหนุ่มไทย จิมมี่-ทอมมี่ ได้ทาง WeTV ดูฟรี อินได้ทุกเรื่อง ทุกเวลา

7
สำหรับแฟนคลับเกาหลีเชื่อว่าหลายคนคงจะจำ Mr.Handy ,Mr. Hong หรือ ดอกฟ้า กับ นายแสนดี กันได้ ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เมื่อปี 2004 นำแสดงโดย คิมจูฮยอก และ ออมจองฮวา เรื่องราวของ ฮงดูชิก ชายหนุ่มสารพัดช่างที่รับทำงานทุกอย่างไปรอบเมืองและจุ้นไปซะทุกเรื่องของชาวบ้าน กับ ยุนฮเยจิน ทันตแพทย์หญิงสุดเพอร์เฟกต์ที่ตัดสินใจลาจากกรุงโซลมาเปิดคลินิกที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเล ท่าเรือกงจิน


ซึ่งงานทุกอย่างที่ว่าของ ฮงดูชิกนั้นหมายถึง ทุกอย่างจริงๆ เพราะเขาสามารถจัดการปัญหาได้สารพัดอย่าง และแต่ละอย่างที่เขาทำยังการันตีด้วยใบรับรองวิชาชีพอีกด้วย คือเฮียแกไม่ธรรมดา คนจริงไม่ไก่กานะจ๊ะ


17 ปีผ่านไป ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบซีรีส์ในชื่อ Hometown Cha-Cha-Cha ผู้รับบท ฮงดูชิก คือ คิมซอนโฮ ที่โด่งดังจากซีรีส์ Start-Up จนเกิดทีมพระรอง ในบท ฮันจีพยอง และ ยุนฮเยจิน รับบทโดย ชินมินอา แน่นอนว่าการรีเมกครั้งนี้ทิ้งระยะเวลานานจนหลายคนอาจจะลืมต้นฉบับกันไปแล้วและมีอีกมากมายหลายคนเพิ่งรู้จัก หัวหน้าฮง เป็นครั้งแรก ซึ่งการกลับมาคราวนี้ ฮงดูชิก หรือ หัวหน้าฮง ก็ยิ้มหวานกว่าเดิมจนคนดูใจเหลวไปหมดแล้วและอบอุ่นกว่า มิสเตอร์ แฮนดี้ เมื่อ 17 ปีที่แล้วอีกหลายเท่า

มีปัญหาปรึกษาหัวหน้าฮง

ชาวบ้านที่กงจินขนานนามฮงดูชิกว่า หัวหน้าฮง ชายหนุ่มผู้อุทิศตัวเป็นมนุษย์สารพัดอาชีพในหมู่บ้าน อยากได้อะไรหัวหน้าฮงจัดให้ได้ทุกอย่าง เป็นฮีโร่ของเพื่อนบ้านที่ยินดีเหลือเกินที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในทุกสถานการณ์ เพื่อช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้าน และทุกงานที่เขาทำเขาจะรับเงินค่าจ้างเพียงค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น เรียกว่ามีหัวหน้าฮงคนเดียวก็เฟี้ยวกันทั้งหมู่บ้านแล้วละจ้ะ แต่ชายหนุ่มผู้อบอุ่นแสนดีคนนี้ก็มีเรื่องราวลึกลับซ่อนอยู่ แต่จะเป็นอะไรนั้นค่อย ๆ ตามหัวหน้าฮงไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน


เรื่องนี้บอกอยู่แล้วว่าเป็นซีรีส์ฟีลกู้ด โรแมนติกใส ๆ และมีความฮาสะอาดสะอ้าน ตามแบบฉบับเกาหลีที่เราคุ้นชิน เป็นพล็อตเดิมๆ ที่มีมานานตั้งแต่ภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีเข้ามาบ้านเราใหม่ ๆ ที่นำเสนอความต่างกันสุดขั้วของพระเอก-นางเอก อารมณ์คุณหนูเรื่องเยอะแต่ใสซื่อ กับ หนุ่มบ้านนอกผู้แสนดีแต่มีดีกรีไม่ธรรมดา ที่ความจริงแล้วทั้งสองคนเคยพบเจอกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นเนื้อคู่กระดูกคู่ชนิดที่พรหมลิขิตได้ขีดเส้นเอาไว้แล้ว

ซึ่งจะเป็นแบบนั้นไม่แปลกอะไรเลย เพราะเป็นการรีเมกที่เคารพต้นฉบับแบบสุด ๆ สำหรับใครที่ไม่เคยดูต้นฉบับแทบไม่ต้องไปหาดูกันเลยละ เพราะโครงเรื่องทั้งหมดยังคงเดิม ดูปุ๊บจำได้ปั๊บ ว่านี่มันมิสเตอร์แฮนดี้ผู้อบอุ่น ขี้เล่นและเก่งเป็นบ้าที่เราเคยเห็นนี่นา

แต่สิ่งที่แตกต่างจากต้นฉบับก็คือ รายละเอียดแวดล้อมที่จะทำให้เราเข้าใจในตัวตนของพระเอก-นางเอกมากขึ้น และอบอุ่นไปด้วยกันกับชีวิตของพวกเขา บอกเลยว่าเรื่องนี้ถึงจะเป็นซีรีส์ฟีลกู้ด แต่ความดราม่าที่ซ่อนอยู่ก็ใกล้ตัวเอามาก ๆ เป็นซีรีส์ดื่มง่ายที่มีความอบอุ่นของพระเอกแบบล้นเหลือ เวอร์ชันต้นฉบับเน้นฮา

แต่เวอร์ชั่นนี้เน้นยิ้ม ซึ่งการเขียนบทในรอบนี้ของ ชินฮาอึน มือเขียนบทที่ฝากผลงานประทับใจไว้ใน The Crowned Clown (สลับร่าง ล้างบัลลังก์) ก็ทำได้ดีไม่ทิ้งลายเลยจริง ๆ และแคสติ้งพระ-นางรอบนี้ต้องบอกว่าดีงามและเคมีเข้ากันแบบกรี๊ดกร๊าด


หัวหน้าฮง เวอร์ชั่นนี้นอกจากจะเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว ยังพกความน่ารักมาเต็มกระเป๋า รอยยิ้มจริงใจของหัวหน้าฮงและความเผือกไปซะทุกเรื่อง ทำให้เราคิดตามกันได้ว่า ภายใต้เสียงหัวเราะของหัวหน้าฮง ภายใต้ความเก่งกาจสารพัดที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั้น มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เป็นความลึกลับที่หัวหน้าฮงปกปิดและพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะเก็บซ่อนมันเอาไว้ และเขาเลือกแล้วที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขที่หมู่บ้านนี้ ซึ่ง ฮันจีพยอง ก็ได้ถ่ายทอดความเป็นหัวหน้าฮงและความรู้สึกนี้ออกมาให้คนดูสัมผัสได้เป็นอย่างดี โอ๊ย…รักอ่ะ


ซีรีส์ตอกย้ำความย่อยง่ายมากขึ้นไปอีกด้วยบทของ ยุนฮเยจิน หมอฟันคนสวยที่ลาจากเมืองกรุงมาตายเอาดาบหน้าที่เมืองกงจิน เมืองที่มีความหลังของแม่ผู้ล่วงลับ ยุนฮเยจินพกปมชีวิตส่วนตัวมาด้วย ทั้งปมวัยเด็กที่สลัดไม่ออก ปมชีวิตที่มีเพื่อนกับเขาอยู่คนเดียวและด้วยความที่เธอเติบโตที่เมืองหลวง เธอก็จะติดความเป็นสาวเมืองกรุงที่ปากตรงกับใจซะเหลือเกิน จนเผลอไปทำร้ายความรู้สึกคนในหมู่บ้านเข้าจนได้ เดือดร้อนให้พระเอกของเราต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะดูออกว่าแท้ที่จริงแล้ว หมอฟันคนสวยเป็นคนที่มีจิตใจดีและน่าคบหาขนาดไหน ซึ่งชินมินอาไม่เคยทำให้ผิดหวังไม่ว่าจะรับบทไหนๆ สำหรับนางเอกคนนี้

ความน่ารักของหมู่บ้านกงจิน

กงจินเป็นหมู่บ้านติดชายทะเลที่สมาชิกในชุมชนอยู่กันอย่างอบอุ่น มีผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าชุมชนและบรรดาคุณยายทั้งหลายที่สร้างสีสันให้กับซีรีส์จนเราอดยิ้มไม่ได้ ซีรีส์ทำให้เห็นถึงความเป็นจริงนั้นผ่านชีวิตของหัวหน้าฮงว่า หมู่บ้านกงจินสำหรับเขาคือ บ้านและผู้คนในกงจินคือ ครอบครัว เป็นความต่างสุดขั้วกับนางเอกที่แน่นอนว่า 4Ep ที่ผ่านมา


นางเอกของเราไม่เข้าใจหัวหน้าฮงเอาซะเลย และยังรู้สึกแปลกแยกกับทุกคนในหมู่บ้าน แต่ความอบอุ่นของผู้คนในกงจินจะค่อยๆ ละลายหัวใจนางเอกไปทีละน้อย ซึ่งในจุดนี้จะเพิ่มความโรแมนติกขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน เพราะแววฟินหนักหนามันมาแล้วละจ้ะ ขอบอกว่าดูไปยิ้มไปและนั่งม้วนอยู่หน้าจอ ซะงั้นน่ะ

ถามว่ามีอะไรแปลกใหม่ในพล็อตทำนองนี้ไหม ไม่มีเลย แต่สิ่งที่ซีรีส์ทำออกมามันช่างดีต่อใจอะไรอย่างนี้ สร้างความเพลิดเพลินให้คนดูได้แบบไม่มีเบื่อ เราจะยิ้มและหัวเราะเบาๆ ไปกับความน่ารักของคุณยาย กึมรี (คิมยองอ๊ก) และบรรดา สว.ทั้งหลายในหมู่บ้าน ที่มีความคิดแบบผู้ใหญ่ตามชนบท

ความอบอุ่นในสังคมชนบทที่ดูแลกันประหนึ่งคนในครอบครัว และความบันเทิงของสมาชิกคนอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ เป็นบรรยากาศที่สัมผัสง่ายไม่ต่างอะไรกับบรรยากาศชนบทในบ้านเรา


ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเน้นการสัมผัสชีวิตของ พระเอก-และนางเอกเป็นหลัก โชว์ความต่างที่จะกลายเป็นความรักในที่สุด เนื้อเรื่องต่าง ๆ เดาง่ายไปซะหมด แต่เสน่ห์ที่ไม่ได้แอบซ่อนแต่โชว์ออกมาเต็มๆ ของเรื่องนี้เลยก็คือ ความฟีลกู้ดบนอุปสรรคของชีวิต ที่บอกกับเราออกมาดังๆ เลยว่า ชีวิตที่สดใส สุดสวยของใครต่อใครที่เราพบเห็น มีความอุตสาหะอย่างมากมายของพวกเขาซ่อนอยู่ ภายใต้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพระเอก ภายใต้ความสำเร็จและสวยงามของนางเอก มีการต่อสู้ที่เราไม่รู้อยู่อีกมาก เปรียบเสมือนกับชีวิตของผู้คนทุกวันนี้ ที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังให้ค้นหา แต่ทุกคนแสดงออกมาอย่างสดใสและยิ้มสู้


เชื่อว่า ซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นกำลังใจให้ใครหลายคนอย่างไม่รู้ตัวได้แน่ ๆ และสร้างความผ่อนคลายให้ได้มากๆ จากปมชีวิตของหัวหน้าฮงและปมชีวิตของตัวละครอื่นๆ ที่จะค่อยๆ เปิดเผยไปเรื่อยๆ เมื่อติดตามชีวิตของพวกเขาไปจนถึงตอนจบ และที่สำคัญเพลงปิดท้ายตอนของเรื่องนี้ก็ตอกย้ำความฟีลกู้ดไปอีกขั้น ด้วยเนื้อร้องทำนองที่ส่งความรู้สึกเอามาก ๆ พร้อมๆ กับประมวลภาพและเรื่องราวที่เป็นตัวเฉลยความลับ ความทรงจำ ที่มาที่ไปของแต่ละฉากให้เราได้ร้องอ๋อและหุบยิ้มไม่ลงกันไปอีก

ที่สำคัญเราจะหลงรักในรอยยิ้มสดใสของหัวหน้าฮง ที่ยิ้มทีโลกละลายและโปรยเสน่ห์ออกมาแบบไม่มีพัก แถมยังอบอุ่นจนน่าหลงรักยิ่งกว่าคราวที่เป็นฮันจีพยองใน Start-Up เป็นไหนๆ บทส่งมากมายค่ะเรื่องนี้ บวกกับความสวยหยิ่งแต่น่ารักเหลือเกิน ของคุณหมอยุนฮเยจินที่ ชินมินอา ก็สวมบทบาทออกมาได้เป็นธรรมชาติ มาติดตามชีวิตของพวกเขาและชาวชุมชนกงจินไปด้วยกันค่ะ บอกเลยว่าอดยิ้มอย่างสดชื่นไม่ได้เลยจริงๆ


Hometown Cha-Cha-Cha ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 21.00 น. ในช่องทาง NETFLIX


8
พร้อมที่จะเสี่ยงไหม? Squid Game สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ออริจินัลซีรีส์เรื่องใหม่จาก Netflix กำลังจะจ่อฉายลงในแพลตฟอร์มในสัปดาห์นี้ ที่จะนำพาทุกคนไปพบกับเรื่องราวน่าตื่นเต้นของเหล่าผู้เข้าแข่งขันหลายร้อยชีวิตที่ประสบปัญหาทางการเงิน และได้มาเข้าร่วมเกมเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยปริศนาลึกลับ เพื่อไขว่คว้าโอกาสครอบครองเงินรางวัล 45,600 ล้านวอน


แค่ฟังพล็อตก็น่าดูแล้วแหละ แต่ก่อนอื่นเราจะพาเพื่อนๆ มาพบกับไฮไลท์ 5 สิ่งที่น่าสนใจ เตรียมพร้อมสำหรับว่าที่ซีรีส์โปรดเรื่องใหม่เรื่องนี้ไปพร้อมกัน

การพบกันของเหล่านักแสดงและผู้สร้างมากฝีมือ


ผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตซีรีส์ Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) คือ ผู้กำกับฮวังดงฮยอก ที่ควบสกิลการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์อย่างยอดเยี่ยม สร้างชื่อจากหลายผลงานดัง อย่าง Silenced (2011) , Miss Granny (2014) และ The Fortress (2017) ซึ่งซีรีส์เรื่องใหม่นี้เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดถึงความทุ่มเทของ ผู้กำกับฮวังดงฮยอก หลังจากที่วางแผนทำซีรีส์เรื่องนี้มานานกว่า 10 ปี


ความฝันและความทุ่มเทของผู้กำกับฮวังดงฮยอก ได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบด้วยแคสติ้งนักแสดงชื่อดังฝีมือคุณภาพอย่าง อีจองแจ และ พัคแฮซู มาเป็นตัวเอกของเรื่อง โดย อีจองแจ เป็นนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการบันเทิงเกาหลี และมีผลงานที่ครองอันดับบนบ็อกซ์ออฟฟิศมากมาย อาทิ Assassination (2015) , Along With the Gods: The Two Worlds (2017) และ Deliver Us From Evil (2020)

และ ทางด้าน พัคแฮซู เป็นนักแสดงฝีมือดี และสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทในซีรีส์ Prison Playbook (tvN,2017-2018) ยังไม่รวมเหล่านักแสดงคุณภาพอีกมากมายที่มาเสริมทัพ ได้แก่ โอยองซู วีฮาจุน จองโฮยอน ฮอซองแท อานูพัม และ คิมจูรยอง การพบกันในครั้งนี้จึงถือเป็นการผนึกกำลังกันของเหล่าบุคคลฝีมือดีที่คาดว่าจะสร้างสรรค์ผลงานอันเหนือชั้นออกมาให้เห็นในซีรีส์

เกมเอาชีวิตรอดในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน


เรื่องราวการเอาชีวิตรอด (Survival) เช่นนี้ไม่เคยถูกนำเสนอผ่านซีรีส์เกาหลีมาก่อน แน่นอนว่าผู้ชมจะได้พบกับความแปลกใหม่ ด้วยเกมที่ผู้เข้าแข่งขัน 456 คนจะต้องดิ้นรนสุดกำลังในเกมเพื่อคว้ารางวัลให้ได้ ซึ่งความโหดร้ายของเกมนี้คือความพ่ายแพ้นั้นต้องจ่ายด้วยชีวิต! จึงนำมาสู่ปริศนาที่ว่าใครจะอยู่ ใครจะรอด ใครจะเป็นรายต่อไปที่ตาย และใครจะเป็นผู้ชนะ บรรยากาศในเกม ผสมปนเปทั้งความตื่นเต้น ระทึก ตึงเครียด ไปพร้อมกับผู้เข้าแข่งขันในเรื่อง ที่ต้องคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับแต่ละคน รวมไปถึงเรื่องราวมูลเหตุการตัดสินใจมาเข้าร่วมเกมของแต่ละคนก็เป็นจุดที่น่าติดตามไม่แพ้กัน

เกมเด็กเล่นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


“A E I O U หยุด” เกมสมัยเด็กที่เราต่างเคยเล่นกัน รวมไปถึงเกมเด็กเล่นต่าง ๆ ที่หลายคนอาจคุ้นเคย จะปรากฏให้เห็นในแบบที่แตกต่างออกไป เพราะว่าเกมเหล่านี้จะถูกใช้เป็นเกมที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเล่นเพื่อ ‘เอาชีวิตรอด’ และการนำเอาเกมเด็กเล่นเหล่านี้มาเล่าควบคู่กับความเป็นความตายเมื่อพ่ายแพ้ ทำให้เราเห็นภาพที่ย้อนแย้งเสียเหลือเกินระหว่างความใสซื่อบริสุทธิ์และประสบการณ์อันสนุกสนานในวัยเด็ก

การที่เราต่างก็มีประสบการณ์ที่เชื่อมโยงได้กับเกมที่แสนเรียบง่าย แต่ทวิสต์กลายเป็นเกมถึงตายแบบในเรื่อง จะยิ่งทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครได้อย่างไม่ยาก

พล็อตเรื่องที่ล้ำลึกซับซ้อนเกินคาดเดา


หากมองเผินๆ อาจรู้สึกว่าพล็อตของ สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ก็ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากการลุ้นความเป็นความตายในเกมการแข่งขัน แต่ความจริงแล้วซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยการแทนสัญลักษณ์อย่างชาญฉลาด สะท้อนภาพของสังคมร่วมสมัยและการแข่งขันไม่จบสิ้นของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

โดยเป็นความตั้งใจสุดสร้างสรรค์ของผู้กำกับฮวังดงฮยอก ที่ต้องการแสดงให้เห็นความย้อนแย้งว่าเจตนารมณ์ที่ดีของระบบทุนนิยม ซึ่งเดิมต้องการที่จะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีนั้น แท้จริงแล้วสามารถทำร้ายมนุษย์และนำไปสู่การแข่งขันอันโหดร้ายได้อย่างไร เราจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งของธรรมชาติมนุษย์และเห็นว่าแต่ละคนมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เราไม่สามารถไว้ใจใครได้ทั้งสิ้น โดยมีสัญลักษณ์มากมายที่ทิ้งเอาไว้ให้ตีความได้อย่างล้ำลึก

ชีวิตหลากมิติของแต่ละตัวละคร


ซีรีส์เรื่องนี้ได้ทัพนักแสดงมากความสามารถมาร่วมถ่ายทอดบทบาทอันหลากหลายของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนซึ่งล้วนเผชิญกับสถานการณ์สิ้นหวังในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป และนำพาพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมสุดอันตรายนี้ โดยตัวละครเหล่านี้มีคนทุกประเภท ไม่ว่าจะประสบปัญหาหนี้สินการ?????ไปจนถึงการหาเลี้ยงครอบครัว

พวกเขาหลายคนต้องต่อสู้อย่างหนักในจิตใจเมื่อตระหนักว่าหากต้องการจะชนะเกมนี้ คู่แข่งคนอื่นๆ ต้องตาย และในระหว่างที่เราได้เห็นพวกเขาค่อยๆ โอบรับความจริงนี้ไว้ เราเองก็จะได้ดำดิ่งไปกับเรื่องราวของพวกเขาแต่ละคนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน


อย่าพลาดชมและร่วมลุ้นสุดชีวิตไปกับซีรี่ส์ Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) ในวันที่ 17 กันยายนนี้ ที่ Netflix เท่านั้น

9
มีมาให้ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลงานออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ที่คราวนี้ได้กลับมาพร้อมกับผลงานที่ใครหลายๆ คนต่างรอคอยอย่าง “D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” ซีรีส์เรื่องใหม่ดัดแปลงจากเว็บตูน ที่ได้ปล่อยออกมาให้ชมกันเต็มเรื่อง 6 ตอนรวด


เรียกได้ว่าดูกันได้อย่างเต็มอิ่ม พร้อมอินไปกับการไล่ล่าสุดระทึกกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็ไม่พลาด รีบไปจัดมาแบบรวดเดียว เพื่อมาเสิร์ฟรีวิวให้เพื่อนๆ แบบเร็วทันใจ สำหรับใครที่ไม่อยากตกขบวน ก็ต้องเลื่อนลงไปอ่านบทความรีวิวนี้เลย


ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ชื่อเรื่องที่เขียนเป็นตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษ 2 ตัวว่า “D.P.” นั้น ย่อมาจาก Deserter Pursuit ที่มีอยู่จริงในกองทัพของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยสารวัตรทหารที่มีหน้าที่ในการติดตามไล่ล่าเหล่าทหารที่หลบหนีออกจากกองทัพ เปรียบประหนึ่งนักสืบที่ต้องแฝงตัว สืบเสาะหาเบาะแสของผู้หลบหนีไปทั่วประเทศ นอกฐานทัพ


ซึ่งความพิเศษอยู่ที่ นักเขียนบทคิมโบทง ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บตูนต้นฉบับ และได้ร่วมเขียนบทในซีรีส์เรื่องนี้ เคยปฏิบัติหน้าที่ประจำหน่วย “D.P.” มาก่อน ซึ่งเขาได้รังสรรค์เรื่องราวจากประสบการณ์จริง และการเก็บข้อมูลจากคนในหน่วย มากางแผ่ให้เราได้เข้าไปสัมผัสโลกของ “D.P.” ที่ไม่เคยได้สัมผัสผ่านซีรีส์เรื่องไหนมาก่อน


“D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” จะบอกเล่าเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจไล่ล่าทหารหนีทัพ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สิบโทพัคบอมกู (รับบทโดย คิมซองกยุน) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผู้กุมบังเหียนออกคำสั่งและผู้ปกครองของคู่หู D.P. ที่นำทีมลุยงานภาคสนามโดย ฮันโฮยอล (รับบทโดย คูคโยฮวาน) นายทหารร้อยเล่ห์ที่เพิ่งถูกลากตัวกลับมาปฏิบัติภารกิจหลังถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาล มาประกบกับคู่หูคนใหม่ อันจุนโฮ (รับบทโดย จองแฮอิน) ทหารเกณฑ์หนุ่มที่เพิ่งเข้ารับประจำการได้ไม่นาน ซึ่งเขาโดดเด่นด้วยการมีความอดทนเป็นเลิศ และเปี่ยมไปด้วยไหวพริบ ที่ได้มาจากการเรียนรู้หาวิธีเอาตัวรอดจากมรสุมชีวิตมาตั้งแต่เด็ก หลังประสบปัญหาทางครอบครัว


แต่ยิ่งพวกเขาตามล่าเหล่าทหารหนีทัพ พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจสาเหตุของความพยายามในการฉีกกฎข้ามรั้วลวดหนามสุดชีวิตของคนหนุ่มทั้งหลาย และได้พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ “ควรหวนคืนสู่กองทัพ” ยิ่งกว่าไพร่พลผู้หลบหนีเสียอีก


ในความยาวเพียงแค่ 6 ตอน ซีรีส์ได้พาคนดูเดินทางสำรวจไปกับเรื่องราวได้หลากหลายแง่มุม ทั้งที่มาที่ไปของบุคลิก การกระทำของตัวละคร ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างค่อนข้างมีเหตุมีผล ให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ไม่ยาก แถมยังเดินเรื่องได้สนุก ฉับไว ไม่น่าเบื่อเวิ่นเว้อ


โดยความน่าตื่นเต้นยังทวีคูณในช่วงของการติดตามไล่ล่าทหารหนีทัพ ที่คู่หู D.P. ต้องปฏิบัติภารกิจซึ่งต้อง บุ๋นและบู๊ ไปในเวลาเดียวกัน กับการใช้สมอง ไหวพริบ เล่ห์กลในการตามหาเบาะแสเพื่อติดตามตัวผู้หลบหนี อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายกับการไล่ล่าสุดระห่ำ ในฉากแอคชั่นสุดบ้าบิ่นที่ที่ทำให้คนดูลุ้นไปยันปลายเท้า


แม้ว่าหน้าหนังของซีรีส์เรื่องนี้จะดูเดือดดาล ระห่ำ และมืดมิด แต่ซีรีส์กลับนำเสนอออกมาหลากรสหลากอารมณ์กว่าที่คาด มีทั้งการสอดแทรกมุกตลกที่หยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ระหว่างเรื่อง ทำให้พอยกยิ้มคลายเครียดกันไปบ้าง (แม้อาจจะให้ความรู้สึกตลกร้ายไม่น้อย) หรือบางครั้งก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น น่าประทับใจในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง แต่อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “D.P.” จะทำให้ผู้ชมต้องปะทะกับความหม่นหมอง และความหดหู่ ชวนสะเทือนใจเข้าอย่างจัง พร้อมกับตีแผ่เสียดสีวงการทหารของเกาหลี ราวกับพาผู้ชมขึ้นรถไฟเหาะแห่งอารมณ์ ซึ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีเสน่ห์ ชวนติดตามตลอดทั้งเรื่อง


หากว่ากันตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ชายหนุ่มสัญชาติเกาหลีทุกคนต้องผ่านการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติในกรมทหาร ก่อนอายุ 30 ปี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภาวะสงครามทุกเมื่อ (จะได้รับการยกเว้นเป็นบางกรณีเท่านั้น เช่น นักกีฬาที่สร้างผลงาน/ชื่อเสียงให้กับประเทศ)


ดังนั้นการเข้าไปอยู่ในกรมทหารไม่ใช่เป็นการตบเท้าเข้าไปอย่างสมัครใจของทุกคนเสียทั้งหมด แค่การต้องเข้าไปอยู่เพราะเป็น ‘หน้าที่ที่ต้องทำ’ ว่าน่าอึดอัดใจมากพอสำหรับพวกเขาแล้ว ซ้ำยังต้องไปเจอกับระบบอันหล่อหลอมให้หลายอย่างเน่าเฟะโสมม ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกองทัพร่วม 2 ปี ทางเลือกสุดบ้าบิ่นอย่างการ ‘หนีทหาร’ จึงกลายเป็นฟางเส้นเดียวที่คนหนุ่มหลายคนเอื้อมมือคว้ามาเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานที่ที่อาจเป็นดั่งขุมนรกไปได้


ตัวซีรีส์จึงได้เปิดแผงฉายภาพความเน่าเฟะภายในกรมทหารอย่างตรงไปตรงมาในหลากหลายประเด็น ระหว่างการไล่ล่าหาสาเหตุที่ทำให้ทหารทั้งหลายต้องการหลบหนี ตั้งแต่ตอนแรกที่มีนายหารละเลยในหน้าที่ นำเงินในการทำภารกิจ (ซึ่งคงจะมาจากภาษีประชาชน) ไปถลุงเที่ยวเล่นตามอำเภอใจ


คนบางกลุ่มมีสิทธิพิเศษในการเลี่ยงทหาร ไล่เรียงมายันถึงการใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย ทารุณขืนใจ ซึ่งถูกทำให้เหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ ปกติในกรมทหาร กลายเป็นการกระทำให้ความบันเทิงของพวกเหล่ารุ่นพี่หรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เชิดหน้าชูตา อุปโลกน์ว่าตนอยู่เหนือคนอื่น


ซึ่งสะท้อนไปยังอำนาจครอบงำที่กลืนกินชุดความคิดและการปฏิบัติของคนในองค์กรแบบฝังรากลึก ที่มองมนุษย์คนอื่นเป็นที่รองมือรองเท้า จะใช้อำนาจออกคำสั่งอย่างไรก็ได้ และเมื่อคำสั่งการของผู้บังคับบัญชาการ หรือผู้ที่มียศเหนือกว่าถือเป็นประกาศิต ก็ต้องมีพวกผู้ใต้บังคับบัญชาที่เอาแต่ “ได้ครับพี่ ดีครับผม” พยายามเอาอกเอาใจหัวหน้า แบบไม่สนสิ่งที่ถูกที่ควร อีกทั้งยังมีการที่ทหารชั้นผู้ใหญ่พยายามซุกซ่อนปัญหาที่เกิดขึ้นเอาไว้ใต้พรม ราวกับว่าเรื่องอันโสมมเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น


ประเด็นสำคัญที่ “D.P.” ตั้งใจพาเราเข้าไปในเขตหลังรั้วลวดหนามก็เพื่อตีแผ่ระบบระเบียบ ปัญหาที่ถูกเพิกเฉย ฝังรากเป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่ปรากฏเห็นเป็นเด่นชัดในทุกตารางนิ้วของฐานทัพ ตั้งแต่โรงนอนของนายทหารยศต่ำต้อย ยันไปสู่โต๊ะของผู้บังคับบัญชาอันสูงศักดิ์ แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข หรือแม้แต่กระทั่งได้รับความสนใจให้เป็นประเด็นชวนคิด ทั้งๆ ที่ประชากรชายส่วนใหญ่ของเกาหลีต้องเคยเป็นทหารกันมาค่อนประเทศ จนระเบิดออกมาเป็นคำถามในช่วงท้ายของซีรีส์ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในกองทัพได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายคนก็รับรู้ แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังอยู่ ยังคงถูกเพิกเฉย และวนลูปไม่รู้สิ้น


ซีรีส์เรื่องนี้จึงถ่ายทอดออกมาด้วยความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อมนุษย์ร่วมกัน ซึ่งถูกระบบ โครงสร้างอันบิดเบี้ยวย่ำยี ‘ความเป็นคน’ สิทธิมนุษยชน จนต้องได้รับความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ โดยถ้าหากมองให้ดี การมีอยู่ของ D.P. นั้น ก็ทำให้ได้รู้ได้ว่าสภาพแวดล้อมในกองทัพมันเลวร้ายแค่ไหน จนต้องมีหน่วยเฉพาะเพื่อตามล่าทหารหนีทัพ


ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ก็คือ มนุษย์คนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นลูกชาย พี่ชาย หลานชาย แฟน หรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวของใครบางคนก็ได้ ซึ่งในส่วน Intro ของซีรีส์ “D.P.” ที่ฉายให้ได้รับชมก่อนเข้าเนื้อหาในแต่ละตอน ก็สามารถฉายภาพความเป็นมนุษย์ปกติชนของคนเหล่านี้ได้อย่างเรียบง่าย แต่ทรงพลังล้นเหลือ


ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ รวมกับงานภาพ การตัดต่อ และเพลงประกอบที่เรียกได้ว่าเพราะจับใจเป็นพิเศษของเรื่องนี้แล้ว ทำให้ซีรีส์เรื่อง “D.P.” ถือเป็นผลงานที่น่าจดจำในปี 2021 อีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ จนอยากเชิญชวนให้ใครหลาย ๆ คนมาลองมาเปิดใจรับชมอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ไปด้วยกัน ซึ่งเราไม่อยากให้คุณพลาดด้วยประการทั้งปวง


ร่วมติดตามการไล่ล่าเหล่าทหารหนีทัพไปกับ “D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

10
หากคุณกำลังมองหาซีรีส์โรแมนติก-คอเมดี้ที่เล่าความรักของหนุ่มสาววัยใส เนื้อหาเบาสมองพอประมาณ แต่ยังมีกลิ่นอายเรื่องราวสืบสวนสอบสวนมาชวนลุ้น เราขอแนะให้จัด Police University (KBS, 2021) อยู่ในลิสต์ซีรีส์ที่ควรค่าแก่การรับชมอีกหนึ่งเรื่อง


ซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงชีวิตนักศึกษาและอาจารย์ในวิทยาลัยตำรวจ สถานที่ทรงเกียรติที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝันอยากเข้าร่วม แต่ ณ ที่แห่งนี้กลับมีอาชญากรไซเบอร์ที่เปิดเว็บ?????ผิดกฎหมายซ่อนตัวอยู่ ทั้งนักศึกษาและอาจารย์จึงต้องร่วมมือกัน งัดทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาตามล่าตัวคนร้ายที่กำลังบ่อนทำลายวงการตำรวจเกาหลี!

สปอยซีรีส์ Police University *บทความต่อไปนี้มรการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์*

ยูดงมัน (รับบทโดย ชาแทฮยอน) อดีตตำรวจสายสืบมือหนึ่งที่ผิดหวังซ้ำๆ กับการตามหาอาชญากรไซเบอร์ เขาจึงต้องยอมสละเก้าอี้ที่สถานีตำรวจ มานั่งแท่นเป็นอาจารย์สอนวิชาสืบสวนสอบสวนในวิทยาลัย แม้จะพูดจาขวานผ่าซากชวนคนทะเลาะไปเรื่อย แต่ประสบการณ์จริงที่พบเจอคนร้ายมาหลายรูปแบบ ก็ทำให้นักศึกษาตำรวจได้รับความรู้ เห็นภาพการสืบคดีของเขาอย่างแจ่มชัดและเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจริงสุดๆ


ย้อนกลับไปคราวที่ยูดงมันยังทำหน้าที่เป็นสายสืบ เขาได้รับความช่วยเหลือจากแฮกเกอร์ใน Dark Web ที่ชื่อว่า ยุน จนได้เข้าถึงฐานข้อมูลสำคัญมากมาย ขณะที่อาชญากรตัวร้ายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือ แต่จู่ ๆ เว็บ?????ผิดกฎหมายที่เขาเฝ้าติดตามมานับปีกลับหายวับไปกับตา ตรงหน้าเขานี่เอง ต้นเหตุที่แท้จริงมาจาก คังซอนโฮ (รับบทโดย จินยอง) นักเรียนชั้นม.6 ที่ต้องการใช้เงินแบบเร่งด่วน (ด้วยเจตนาที่ดี) จึงอาศัยจังหวะที่เงินดิจิทัลจากเว็บ?????จะโอนเข้าบัญชีหลัก จัดการแฮกให้มันเลี้ยวโค้งเข้ามาสู่บัญชีของเขาเอง


และถ้าใครสงสัยว่าทำไมนักเรียนหัวกะทิอย่างเขาถึงทำเรื่องยากเช่นนี้ได้ เราบอกใบ้ให้เลยว่า คังซอนโฮ คนนี้ก็คือ แฮกเกอร์ยุน คนเดียวกับที่ให้ความช่วยเหลือสายสืบยูดงมันนั่นแหละ และในช่วงที่กำลังเคลียร์ใจกันว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร ทั้งสองคนก็กลับมาพบกันอีกครั้ง ณ วิทยาลัยตำรวจ ในฐานะของว่าที่นักศึกษาที่มาสอบสัมภาษณ์​ กับอาจารย์ผู้สัมภาษณ์ที่มีสิทธิ์ชี้ขาดอนาคต แล้วการต่อสู้กันของสองคนนี้ก็เปิดฉากเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

ขออนุญาต Fast Forward ตัดภาพมาถึงตอนที่ คังซอนโฮ ได้อยู่ในสถานะนักศึกษาวิทยาลัยตำรวจเต็มตัวด้วยความรวดเร็ว เพราะรายละเอียดเรื่องราวกว่าที่เขาจะมาถึงตรงนี้นั้นไม่ง่ายเลย อยากให้ทุกคนได้ติดตามให้กำลังใจคังซอนโฮด้วยตัวเอง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ที่เริ่มต้นจากศัตรูของสองคนนี้ มีตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญคือ เบาะแสว่าอาชญากรไซเบอร์ที่เปิดเว็บ?????ผิดกฎหมาย อาจเป็นใครสักคนในวิทยาลัยแห่งนี้ และที่สำคัญ ต้องเป็นคนใกล้ตัวที่รู้ทุกๆ ความเคลื่อนไหวของพวกเขา ปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนที่หยิบทั้งความรู้ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ ประกอบกับประสบการณ์ของสายสืบรุ่นเก๋า และความสดใหม่ของว่าที่ตำรวจไฟแรง จึงเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับชีวิตในรั้ววิทยาลัย


จุดหนึ่งในเรื่อง Police University ที่เราชอบเป็นพิเศษ คือทุกครั้งของการปฏิบัติการจะมีการวางแผนและมองภาพรวม ณ ขณะนั้น เชื่อมโยงเข้ากับทฤษฎีในตำรา หาความเป็นไปได้ของแผนการ เรียกว่าอะไรที่ซีรีส์สืบสวนสายหนักเขามี เรื่องนี้ก็ขนมาใส่แบบเกือบครบถ้วน

แถมยังไม่ลืมที่จะใส่เลิฟไลน์ของคนหนุ่มสาวเอาไว้ ช่วยให้เรื่องกลมกล่อมยิ่งขึ้น ให้อารมณ์เหมือนกำลังดูซีรีส์ที่เล่าเรื่องความรักในมหาวิทยาลัย มาครบทั้งพระเอก นางเอก พระรอง แก๊งเพื่อนๆ ที่เป็นอุปสรรคในความรักของคนทั้งสอง และอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้บริบทของการเป็นนักเรียนวิทยาลัยตำรวจ จึงออกมาในรูปแบบของการมีกฎระเบียบ แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดถึงขนาดจะสร้างความอึดอัดให้คนดู


อย่างการผูกเรื่องให้ คังซอนโฮ ตกหลุมรัก โอคังฮี (รับบทโดย คริสตัล) สาวสวยดีกรีนักกีฬายูโดที่มุ่งมั่นจะเป็นตำรวจ ทำให้จากเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่มีความฝัน อยากเข้าเรียนวิทยาลัยตำรวจ ทั้งเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับเธอและได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ… แม้ว่านี่จะเป็นพล็อตซีรีส์เกาหลีวัยใสที่หลายคนคุ้นเคย แต่เราว่า Police University นำเสนอด้วยการเพิ่มเติมเส้นเรื่องของการสืบสวนสอบสวนเข้าไป ทำให้ดึงคนดูที่อาจจะไม่ได้เป็นคอซีรีส์สายหวานให้หันมาสนใจ และตกหลุมความน่ารักของเหล่านักแสดงในเรื่องไปพร้อมๆ กันได้


ถ้าถามถึงจุดเดียวที่แอบขัดใจ ก็คือวิถีชีวิตของนักศึกษาในวิทยาลัยตำรวจในเรื่อง อาจจะเป็นเพราะว่าขัดการรับรู้หรือภาพจำส่วนตัวของเราก็ไม่ทราบได้ แต่ในซีรีส์เรื่องนี้ คุณจะได้เห็นนักศึกษาหญิงจับกลุ่มนินทาเพื่อนร่วมชั้น ร่วมกระหน่ำซ้ำเติมเมื่อเพื่อนมีข่าวฉาว หรือแม้แต่เสื้อผ้าหน้าผมที่ดูจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่เมื่อเปลี่ยนแว่นมองในมุมใหม่ ก็ทำให้คิดได้ว่า Genre ของเรื่องนี้ยังคงอยู่ในหมวดหมู่ของซีรีส์รอมคอม เพราะฉะนั้น การปรากฏขององค์ประกอบข้างต้นก็คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

อย่างที่บอกว่า ถ้าจะจัดประเภทให้ Police University เราว่าเรื่องนี้คงเหมาะกับการเป็นซีรีส์โรแมนติก คอเมดี้ และแถมเส้นเรื่องการสืบสวนมาให้พอเป็นพิธี ไม่มากจนเคร่งเครียด แต่ก็ไม่น้อยจนเรื่องไม่น่าติดตาม และแน่นอนว่า ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่เหมาะกับการรับชมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ความน่ารักสดใส เคมีของนักแสดง และเนื้อเรื่องที่สนุกสนานจากซีรีส์เรื่องนี้จะช่วยให้คุณมีวันที่ดีอย่างแน่นอน

ติดตาม Police University ได้ทุกจันทร์-อังคาร เวลา 21.30 น. และรับชมซีรีส์ Police University ซับไทย ได้ที่ VIU

11
ด้วยพล็อตเรื่องและงานภาพที่โดดเด่นสะดุดตา ทำให้ Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) ออริจินัลซีรีส์เรื่องใหม่จาก Netflix ได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่ก่อนวันออนแอร์เสียอีก โดยผลงานนี้เล่าถึงผู้เข้าแข่งขันนับร้อยชีวิตที่สิ้นหวังและประสบปัญหาทางการเงิน จนต้องมาร่วมแข่งขันเกมเด็กเล่นเพื่อชิงเงินรางวัลมหาศาล และก็ต้องพบความจริงในภายหลังว่าราคาของความพ่ายแพ้นั้นต้องจ่ายด้วยชีวิต


เมื่อสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตายต้องมาขึ้นอยู่กับเกมเด็กเล่น ทำให้ Squid Game เป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่และน่าสนใจ ดังนั้นระหว่างรอชมซีรีส์ มาทำความรู้จักเหล่านักแสดงนำ และ ผู้กำกับเรื่องนี้กันก่อนหนึ่งกรุบ!

อีจองแจ


อีจองแจ เป็นนักแสดงชื่อดังที่มีผลงานในสายการแสดงมาตั้งแต่ปี 1993 เขาเคยได้รับบทบาทมาแล้วหลากหลายประเภท และเป็นที่จดจำผ่านภาพยนตร์มากมาย อย่างเช่น The Thieves , New World , Svaha: The Sixth Finger , Deliver Us From Evil หรือซีรีส์ Sandglass , Triple , Chief of Staff

สำหรับในซีรีส์ใหม่เรื่องนี้ อีจองแจ จะรับบท ซองกีฮุน ผู้เผชิญปัญหาและความลำบากมากมายทั้งการหย่าร้าง ธุรกิจล้มเหลว หนี้สิน และการ????? แต่แม้สถานการณ์จะอับจนหนทาง กีฮุนก็ไม่หมดหวังและพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ในแง่ของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

พัคแฮซู


เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นหน้า พัคแฮซู กันดีอยู่แล้ว หากเคยชมซีรีส์ Prison Playbook นอกจากผลงานดังกล่าว เขายังมีผลงานการแสดง ในอีกหลายผลงาน เช่น ภาพยนตร์ Time to Hunt หรือละครสั้น Persona ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าตัวได้โชว์ฝีมือทางการแสดงผ่านหลากหลายบทบาทที่แตกต่างกันที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถในฐานะนักแสดงอย่างแท้จริง

ในเรื่องนี้ พัคแฮซู จะรับบท โจซังอู ผู้เป็นที่เลื่องลือด้านความฉลาดซึ่งโตมาในละแวกเดียวกับกีฮุน เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) แต่โชคร้ายเมื่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งกลับพลิกชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิง ซังอูกลับมาพบกับกีฮุนโดยบังเอิญตอนที่พวกเขาอยู่ในเกมและต้องพยายามเอาชีวิตรอด

วีฮาจุน


วีฮาจุน นักแสดงหนุ่มผู้ฉายแววอนาคตไกล นับตั้งแต่เดบิวต์เมื่อปี 2015 ด้วยภาพยนตร์ Coin Locker Girl และทำหลายคนคลั่งไคล้ในซีรีส์ Romance Is a Bonus Book และ 18 Again

แต่มาใน Squid Game เขาจะได้รับบทบาทที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยสวมบทบาท ฮวังจุนโฮ ตำรวจที่ตามหาน้องชายซึ่งหายตัวไป ระหว่างที่ออกสืบสวน เขาก็พบเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของน้องชาย และได้ค้นพบเกมดังกล่าวในที่สุด จุนโฮปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเขาและเข้าไปค้นพบปริศนามากมายภายในเกม

จองโฮยอน


แม้หลายคนอาจจะรู้จัก จองโฮยอน ในฐานะนางแบบคาริสมาสุดแข็งแกร่ง จากการปรากฏตัวในรายการ Korea’s Next Top Model 4 แต่เธอกำลังจะเดบิวต์ผ่านผลงานซีรีส์ Squid Game ในฐานะนักแสดง

จองโฮยอน จะเผยเสน่ห์ในฐานะนักแสดง ผ่านบทบาท คังแซบยอก ผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือที่คุ้นชินกับอุปสรรคและความยากลำบากเป็นอย่างดี เราจะได้เห็นว่าเธอสามารถใช้สกิลการเอาตัวรอดเข้าช่วยอย่างไรบ้างในระหว่างที่เธอต้องต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดและชิงเงินรางวัลมาให้ได้

ทำความรู้จักผู้กำกับ ฮวังดงฮยอก


นอกจากทีมนักแสดงที่ฝีมือการันตีคุณภาพแล้ว ด้านผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างผู้กำกับก็ดีกรีดีงามไม่แพ้กัน ฮวังดงฮยอก เป็นทั้งผู้เขียนบทและกำกับซีรีส์ Squid Game ด้วยตัวเอง เขาเป็นที่รู้จักในแง่ของความสามารถในการสร้างผลงานหลากหลายประเภท และจากผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอย่าง Silenced, Miss Granny , และ The Fortress

ส่วนซีรีส์ Squid Game นี้ เป็นผลงานที่ฮวังดงฮยอกได้สร้างขึ้นหลังจากวางแผนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 2008 ซึ่งคอนเซ็ปต์การเปลี่ยนความทรงจำที่บริสุทธิ์และสวยงามของเกมในวัยเด็กให้เป็นความจริงอันโหดร้ายและเต็มไปด้วยการแข่งขันสุดโหดในซีรีส์เรื่องนี้เป็นที่น่าจับตามองและน่าติดตามชมอย่างยิ่งว่าจะออกมาเป็นอย่างไร


นับถอยหลังรอรับชม Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) แล้วพบกัน 17 กันยายนนี้ที่ Netflix เท่านั้น!

12
หากใครที่ดูซีรีส์เกาหลีมาหลายเรื่อง เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยเห็นฉากการไหว้บรรพบุรุษที่นำเสนออยู่ในซีรีส์กันมาบ้าง ว่าจะมีการจัดเตรียมอาหารวางบนโต๊ะไหว้กันจริงจังมากๆ ซึ่งบางเรื่องอาจจะเห็นถึงขั้นตอนการทำความเคารพเลยทีเดียว สำหรับใน ซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha Ep.4 นี้ ได้มีการนำเสนอฉากการไหว้บรรพบุรุษที่กระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเราเป็นอย่างมาก วันนี้เราจึงอยากจะมาแชร์สิ่งที่เราค้นหา มาแบ่งปันให้กับทุกคนผ่านกระทู้นี้


ความน่าสนใจของการพูดถึงฉากการไหว้บรรพบุรุษ ในซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha อยู่ตรงที่ ตัวละครน้องอีจุน (รับบทโดย กีอึนยู) ได้ท่องสิ่งที่น้องจดจำว่า "ปลาออกเนื้อตก ปลาวางที่ทิศตะวันออก เนื้อวางที่ทิศตะวันตก" และ "แดงออกขาวตก ผลไม้สีแดงวางที่ทิศตะวันออก ผลไม้สีขาววางที่ทิศตะวันตก" นั่นเป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วไปของคนเกาหลีซึ่งใช้ในการจัดวางอาหารบนโต๊ะสำหรับการทำพิธีไหว้บรรพบุรุษจริงๆ

พิธีไหว้บรรพบุรุษของเกาหลี คืออะไร

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ก็ต้องขอพาทุกคนมาทำความรู้จัก พิธีไหว้บรรพบุรุษของเกาหลี โดยเบื้องต้นกันก่อน ว่า พิธีนี้เรียกว่า พิธีเจซา (제사) เป็นพิธีที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในเกาหลี เพื่อที่จะระลึกถึงคนในครอบครัวหรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว แม้ว่าการทำพิธีจะมีหลายประเภท แต่ว่าสิ่งที่จะมีเหมือนกัน คือ การเซ่นไหว้ด้วยอาหาร/เครื่องดื่ม การโค้งคำนับ และการกล่าวคำพูดแสดงการระลึกถึง โดยปกติพิธีจะจัดขึ้นโดยใช้เวลาระหว่าง 30 นาที – 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับลักษณะการจัดพิธี

พิธีไหว้บรรพบุรุษของเกาหลี จัดขึ้นเมื่อไหร่

พิธีเจซา หลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ซึ่งแต่ละประเภทจะมีรูปแบบช่วงเวลาการจัดพิธีที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเชื่อ การปฏิบัติ แต่โดยปกติในทุกปี คนเกาหลีมักจะเดินทางกลับบ้านเกิดปีละ 1-2 ครั้งเพื่อจัดพิธีเหล่านี้ร่วมกันภายในครอบครัว ประเภทของพิธีเจซา มีดังต่อไปนี้

ชารเย (차례) – จะจัดขึ้น 2-4 ครั้งต่อปีในวันหยุดสำคัญ ซึ่งโดยปกติมักจะจัดในวันหยุดเทศกาลชูซอก (วันขอบคุณพระเจ้า) และ ช่วงซอลลัล (เทศกาลปีใหม่ของเกาหลี)

กีเจ (기졔) – จะจัดพิธีในคืนก่อนหรือตอนเช้าของวันครบรอบการเสียชีวิตของบรรพบุรุษ

ชีเจ (시졔) – พิธีกรรมตามฤดูกาลที่จัดขึ้นสำหรับบรรพบุรุษที่มีอายุตั้งแต่ 5 รุ่นขึ้นไป (โดยทั่วไปจะทำเป็นประจำทุกปี ในเดือน 10 ตามปฏิทินจันทรคติ)

ธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปในการไหว้บรรพบุรุษของคนเกาหลี

อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่ารูปแบบในการจัดงานของแต่ละบ้านแต่ละครอบครัว ภูมิลำเนานั้นมีความแตกต่างกันไปบ้าง แต่สิ่งที่จะต้องมีอย่างแน่นอน คือ การจัดเตรียมอาหาร , การโค้งคำนับ และ กล่าวแสดงความระลึกถึง

ในการจัดอาหารจะจัดวางโต๊ะโดยด้านหน้าหันไปทางทิศเหนือ ด้านซ้ายเป็นทิศตะวันตก และ ด้านขวาเป็นทิศตะวันออก สามารถจัดได้ตั้งแต่ 3-5 แถว ซึ่งทั่วไปจะจัดกัน 5 แถว คนเกาหลีเขาจะมีหลักพื้นฐานที่ยึดถือในการจัดเรียงอาหารบนโต๊ะ นั่นคือ 홍동백서 อ่านว่า ฮง-ดง-แบค-ซอ คือ ผลไม้สีแดงทางทิศตะวันออกผลไม้สีขาวทางทิศตะวันตก , 좌포우혜 อ่านว่า ชวา-โพ-อู-ฮเย คือ ปลาแห้งอยู่ทางด้านซ้ายและน้ำข้าวอยู่ทางด้านขวา , 어동육서 อ่านว่า ออ-ดง-ยุก-ซอ คือ ปลาวางที่ทิศตะวันออกเนื้อวางที่ทิศตะวันตก , 두동미서 อ่านว่า ดู-ดง-มี-ซอ คือ หันหัวปลาไปทางทิศตะวันออก และ หางปลาไปทางทิศตะวันตก และ 조율이시 อ่านว่า โจ-ยูล-อี-ชี คือ เรียง พุทราจีน , เกาลัด , ลูกแพร์ , ลูกพลับ ตามลำดับ


ที่เราหยิบยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักการจัดเตรียมอาหารเท่านั้น ยังมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ อีกเยอะมาก แม้ว่าการจัดเรียงอาหารจะค่อนข้างยุ่งยาก แต่ด้วยหลักพื้นฐานนี้จะทำให้การจัดเตรียมโต๊ะเซ่นไหว้ง่ายขึ้น อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและการปฏิบัติของแต่ละครอบครัวด้วยเช่นกัน อย่างในซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha เท่าที่เห็นครอบครัวของผู้นำชุมชนดูจะไม่ได้เคร่งครัดกับหลักปฏิบัติมากนัก ทั้งเตรียมเค้กโรลที่เป็นของโปรดของคุณแม่มาวางบนโต๊ะอาหาร แต่ก็ยังคงจัดเตรียมได้ค่อนข้างครบตามหลักพื้นฐานที่คนเกาหลีมักทำกัน

ถ้าใครสังเกตเหมือนกัน อาจจะเกิดความสงสัยว่าทำไม ผลไม้ อย่าง ลูกแพร์ หรือ แอปเปิล ที่จัดวางบนโต๊ะ จะต้องมีการฝานเนื้อด้านบนไว้ เราได้ลองหาข้อมูลเบื้องต้นมาตอบคำถามเพื่อนๆ แล้วก็พบว่า คนเกาหลีมีความเชื่อว่าดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปไม่สามารถที่จะทานผลไม้เหมือนกับคนที่มีชีวิตอยู่ได้ จึงจะต้องฝานผลไม้ให้เห็นเนื้อข้างใน เพื่อลิ้มรสชาติทางกลิ่น และการมองเห็น อันนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับเรามากๆ


การไหว้บรรพบุรุษของคนเกาหลีในปัจจุบัน

สำหรับพิธีการไหว้บรรพบุรุษแม้จะเป็นธรรมเนียมที่เขาทำกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งทุกวันนี้ยังคงมีการจัดพิธีกันอยู่ แต่หลายครอบครัวมักจะจัดพิธีไหว้บรรพบุรุษไม่เกิน 2 ชั่วอายุ หรือในบางที่ก็อาจจะจัดพิธีสำหรับไหว้พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น รวมไปถึงการจัดก็ไม่ได้เคร่งครัดในแบบแผนเหมือนที่เคยเป็น ทั้งในเรื่อง อาหาร รวมไปถึงผู้ดำเนินพิธี (เมื่อก่อนจะต้องเป็นลูกชายคนโตของบ้านเท่านั้น แต่ปัจจุบันก็มีหลายครอบครัวที่ไม่ได้เคร่งครัดกับกฎนี้แล้ว)

จาก The Korea Times ได้บอกไว้ว่า ประเภทและจำนวนอาหารที่จัดวางบนโต๊ะพิธีโดยทั่วไปจะมีอาหารอยู่ประมาณ 20 จาน ซึ่งเป็นภาระสำหรับผู้หญิงชาวเกาหลีจำนวนมากที่จะต้องรับผิดชอบในการจัดเตรียมอาหารเหล่านี้ และอาหารประเภทต่าง ๆ จะต้องจัดวางในจานที่แยกกัน ซึ่งยังไม่รวมเครื่องดื่ม และขนมหวานต่างๆ

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่นักวิจัยจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเกาหลีเขาบอกว่า จริงๆ แล้วการจัดเตรียมอาหารสำหรับพิธีมันเรียบง่ายมาตั้งแต่เริ่มต้นในอดีต แต่จำนวนอาหารกลับเริ่มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ผู้คนมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น ย้อนกลับไปในสมัยโชซอน อาหารบนโต๊ะมีเพียงไม่กี่อย่างนับนิ้วได้ด้วยซ้ำ


ซึ่งนักวิจัยก็ได้เผยว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เข้มงวดและจำกัดไม่ให้รวมตัวกันเกิน 4 คน ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยนี้ เป็นโอกาสที่หลายคนจะมองย้อนกลับไปถึงการจัดพิธีในรูปแบบดั้งเดิมที่เรียบง่ายและไม่ต้องเตรียมอาหารมากมายแบบปัจจุบัน

13
เตรียมปักหมุดรอชมกันไว้ได้เลยสำหรับโปรเจกต์ซีรีส์โรแมนติกเรื่องใหม่ ‘Twenty Five Twenty One’ (스물다섯 스물하나) ที่ได้มีการออกมาเปิดเผยไลน์อัปนักแสดงนำน่าตื่นตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนำโดย คิมแทรี – นัมจูฮยอก ร่วมด้วย โบนา WJSN – ชเวฮยอนอุค – อีจูมยอง

Twenty-Five Twenty-One เป็นซีรีส์โรแมนติกที่จะเล่าเรื่องราวของคนสองคนที่ได้พบกันตอนที่พวกเขาอายุ 22 ปี และ 18 ปี ซึ่งเรื่องราวความรักของพวกเขาได้เริ่มต้นในช่วงเวลาว 4 ปีถัดมา ตอนที่พวกเขาอายุ 25 ปี และ 21 ปี โดยตัวซีรีส์จะถ่ายทอดเรื่องราวความรัก การเติบโต มิตรภาพของเหล่าคนวัยเยาว์

โดยครั้งนี้ คิมแทรี จะมาสวมบทบาท นาฮีโด หญิงสาวที่ได้กลายมาเป็นนักกีฬาฟันดาบทีมชาติ ประเภทเซเบอร์ หลังจากที่เธอต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากสมัยตอนอยู่มัธยมปลาย ซึ่งทีมของเธอต้องแยกย้ายกันไปเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ IMF โดยเธอเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นหลงใหลอย่างแรงกล้าและไม่เคยยอมแพ้

สำหรับ นัมจูฮยอก จะมารับบเป็น แบคอีจิน ผู้ประกาศข่าวหนุ่มและลูกชายคนโตของครอบครัวที่แยกย้ายกันไปเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ IMF ซึ่งเขาได้ทำงานเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์และทำพาร์ตไทม์ในร้านเช่าหนังสือเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง


ทางด้าน โบนา WJSN ได้คอนเฟิร์มรับบท โกยูริม นักกีฬาฟันดาบเหรียญทอง น้องเล็กที่สุดในทีม ผู้เป็นคู่แข่งของนาฮีโด และมีเสน่ห์อย่างมากเวลาแข่งขัน แต่ก็มีบุคลิกที่น่ารักน่าเอ็นดูนอกสนาม

ขณะเดียวกันนักแสดงดาวรุ่งน่าจับตา ชเวฮยอนอุค จะมารับบท มุนจีอุง เน็ตไอดอลผู้โดดเด่นด้วยแฟชั่นของเขา ซึ่งเขาปรารถนาอยากจะเป็นสมาชิกดาวเด่นของ Cyworld (โซเชียลมีเดียยอดฮิตของเกาหลีในช่วงปี 2000)

อีจูมยอง ได้คอนเฟิร์มรับบท จีซึงวาน นักเรียนระดับท็อปผู้อยู่อันดับ 1 ในโรงเรียนของเธอ แต่ลึก ๆ ภายในแล้วเธอมีนิสัยแหกกฎอยู่ในตัว โดยเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมกระจายเสียงในโรงเรียน

Twenty-Five Twenty-One จะเป็นผลงานชิ้นใหม่ของ นักเขียนบทควอนโดอึน จาก Search WWW และจะกำกับโดย ผู้กำกับจองจีฮยอน ที่รับหน้าที่ร่วมกำกับในซีรีส์ Mr.Sunshine , The King: Eternal Monarch และกำกับซีรีส์ Search:WWW , You Are My Spring

ทางทีมงาน Hwa&Dam Pictures ผู้ผลิตซีรีส์เรื่องนี้ ได้เผยว่า “คิมแทรี นัมจูฮยอก โบนา ชเวฮยอนอุค อีจูมยอง จะมาถ่ายทอดเรื่องราวของวัยรุ่นที่มีชีวิตชีวาเปล่งประกายในช่วงเวลาที่ทุกสิ่งอย่างจะทำให้เรารักและเจ็บได้ ได้โปรดรอคอยและมอบความรักการสนับสนุนให้ Twenty-Five Twenty-One ที่จะนำความทรงจำอันน่าประทับใจมาให้ทุกคนผ่านเรื่องราวของวัยรุ่นที่เข้าถึงได้ทุกช่วงวัยกันด้วยนะ”

ตามรายงานได้ระบุว่าซีรีส์เรื่อง Twenty-Five Twenty-One จะมีแผนออกอากาศในช่วงต้นปี 2022 ทางช่อง tvN

14
ฮันโซฮี เตรียมสลัดคราบบทบาทเดิม พร้อมสร้างความตื่นเต้นด้วยการพลิกบทบาทใหม่ ใน My Name ผลงานออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ที่เพียงแค่ปล่อยโปสเตอร์ก็บ่งบอกความดาร์กได้อย่างชัดเจน


เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 6 กันยายน Netflix ได้ปล่อยภาพโปสเตอร์แรกของ ออริจินัลซีรีส์ My Name พร้อมกับปักหมุดกำหนดวันออกฉายซีรีส์เรื่องนี้ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2021


ภายในภาพโปสเตอร์ได้เผยให้เห็นลุคของ ฮันโซฮี ในชุด All-Black สุดเท่ ยืนอยู่ในตรอกมืดๆ และแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและแฝงความเจ็บปวดบอบช้ำ ในมือของตัวละครของเธอถือมีดที่ปลายมีดเปื้อนเลือด ซึ่งเหมือนเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างดูเดือดมาหมาดๆ


My Name (마이 네임) เป็นผลงานออริจินัลซีรีส์จาก Netflix แนวแอคชั่น-นัวร์ ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราว ความจริงอันแสนโหดร้ายและการแก้แค้น ของ จีอู (รับบทโดย ฮันโซฮี) หญิงสาวที่ร่วมมือกับทางตำรวจโดยการเป็นสายให้ตำรวจ เข้าแทรกซึมในองค์กรอาชญากรรม เพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อและแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อของเธอ


เรื่องราวที่น่าติดตามนี้ ยิ่งเพิ่มความน่าดูมากขึ้น ด้วยการถ่ายทอดผ่านฝีมือของ นักเขียนบทคิมบาดา ที่เคยเขียนบทซีรีส์ Hero เมื่อปี 2012 ทางช่อง OCN ร่วมกับ ผู้กำกับคิมจินมิน ที่เคยกำกับซีรีส์ Extracurricular และนอกจาก ฮันโซฮี ยังมีนักแสดงฝีมือคุณภาพอีกมากมาย อาทิ พัคฮีซุน อันโบฮยอน คิมซังโฮ อีฮักจู ร่วมแสดงด้วย


เนื่องจาก ฮันโซฮี เพิ่งลาจอไปพร้อมผลงานล่าสุด ซีรีส์ Nevertheless จากช่อง JTBC ไปได้ไม่นาน ดังนั้นผลงานนี้จึงได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากที่จะได้เห็นการแสดงของนักแสดงสาวที่มาในโหมดที่แตกต่างไปจากที่คุ้นเคย


ติดตามรับชมซีรีส์ My Name พร้อมกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทาง Netflix

15
รอคอยกันมาอย่างยาวนานเลยทีเดียวสำหรับการรวมตัวของไอดอลสัตว์ป่า 2PM ล่าสุดพวกเขาได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งแล้วในคัมแบ็กเพลง Make it (해야 해) ที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มถลายจนมียอดเข้าชมมิวสิกวิดีโอสูงเกือบ 25 ล้านวิวภายในไม่กี่สัปดาห์ และแน่นอน


ความสำเร็จในครั้งนี้คงไม่พูดถึงหนุ่ม อีจุนโฮ ไม่ได้ เพราะเขาคือคนจุดกระแสให้การกลับมาคราวนี้ปังกว่าเดิม กับคลิปไวรัลการแสดงเพลง My House (우리집) ที่เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา


หากว่ากันเรื่องทักษะการร้องและเต้น ชื่อของอีจุนโฮภายใต้ 2PM แห่งค่าย JYP Entertainment ก็คงไม่เป็นรองใคร แต่ความสามารถของไอดอลสัตว์ป่าคนนี้ยังไม่หมดแค่เท่านั้น เขายังมีทักษะทางการแสดงที่เหนือชั้น


แถมมักจะปรากฏตัวในบทบาทหลากหลายมาเซอร์ไพรส์คนดูอยู่เสมอ คราวนี้เราจึงอยากจะขอพาทุกท่านไปดูประวัติการเป็นนักแสดงของ อีจุนโฮ กัน จะถูกอกถูกใจเขาในบทบาทไหนบ้าง ก็ตามไปเก็บเข้าลิสต์เรื่องโปรดได้เลย~


ประวัติการแสดง อีจุนโฮ 2PM

2011 : ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง BOSS 2 (ボス 2)
2013 : ภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Cold Eyes
2015 : ภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Twenty
2015 : ภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Memories of the Sword
2016 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Memory (tvN)
2016 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Uncontrollably Fond (KBS)
2017 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Chief Kim (KBS)
2017 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Just Between Lovers (JTBC)
2018 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Wok of Love (SBS)
2019 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Confession (tvN)
2019 : ภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Homme Fatale
2019 : ภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง A Rose and a Tulip
2021 : ซีรีส์เกาหลีเรื่อง The Red-Stained Sleeve Cuff (MBC)





หน้า: 1 2 3 4