สปายอีพี สมาคมคนติ่ง ซีรีย์เกาหลี ญี่ปุ่น Netflix VIU เรื่องย่อ ฉากเด็ดน่าสนใจ เว็บนี้ที่เดียว

รีวิวซีรีส์ D.P. (2021) การไล่ล่าทหารหนีกองทัพ สะท้อนคำถามกลับสู่ระบบทหาร

admin

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
    • กระทู้: 56
    • ดูรายละเอียด
มีมาให้ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลงานออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ที่คราวนี้ได้กลับมาพร้อมกับผลงานที่ใครหลายๆ คนต่างรอคอยอย่าง “D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” ซีรีส์เรื่องใหม่ดัดแปลงจากเว็บตูน ที่ได้ปล่อยออกมาให้ชมกันเต็มเรื่อง 6 ตอนรวด


เรียกได้ว่าดูกันได้อย่างเต็มอิ่ม พร้อมอินไปกับการไล่ล่าสุดระทึกกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็ไม่พลาด รีบไปจัดมาแบบรวดเดียว เพื่อมาเสิร์ฟรีวิวให้เพื่อนๆ แบบเร็วทันใจ สำหรับใครที่ไม่อยากตกขบวน ก็ต้องเลื่อนลงไปอ่านบทความรีวิวนี้เลย


ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ชื่อเรื่องที่เขียนเป็นตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษ 2 ตัวว่า “D.P.” นั้น ย่อมาจาก Deserter Pursuit ที่มีอยู่จริงในกองทัพของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยสารวัตรทหารที่มีหน้าที่ในการติดตามไล่ล่าเหล่าทหารที่หลบหนีออกจากกองทัพ เปรียบประหนึ่งนักสืบที่ต้องแฝงตัว สืบเสาะหาเบาะแสของผู้หลบหนีไปทั่วประเทศ นอกฐานทัพ


ซึ่งความพิเศษอยู่ที่ นักเขียนบทคิมโบทง ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บตูนต้นฉบับ และได้ร่วมเขียนบทในซีรีส์เรื่องนี้ เคยปฏิบัติหน้าที่ประจำหน่วย “D.P.” มาก่อน ซึ่งเขาได้รังสรรค์เรื่องราวจากประสบการณ์จริง และการเก็บข้อมูลจากคนในหน่วย มากางแผ่ให้เราได้เข้าไปสัมผัสโลกของ “D.P.” ที่ไม่เคยได้สัมผัสผ่านซีรีส์เรื่องไหนมาก่อน


“D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” จะบอกเล่าเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจไล่ล่าทหารหนีทัพ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สิบโทพัคบอมกู (รับบทโดย คิมซองกยุน) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผู้กุมบังเหียนออกคำสั่งและผู้ปกครองของคู่หู D.P. ที่นำทีมลุยงานภาคสนามโดย ฮันโฮยอล (รับบทโดย คูคโยฮวาน) นายทหารร้อยเล่ห์ที่เพิ่งถูกลากตัวกลับมาปฏิบัติภารกิจหลังถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาล มาประกบกับคู่หูคนใหม่ อันจุนโฮ (รับบทโดย จองแฮอิน) ทหารเกณฑ์หนุ่มที่เพิ่งเข้ารับประจำการได้ไม่นาน ซึ่งเขาโดดเด่นด้วยการมีความอดทนเป็นเลิศ และเปี่ยมไปด้วยไหวพริบ ที่ได้มาจากการเรียนรู้หาวิธีเอาตัวรอดจากมรสุมชีวิตมาตั้งแต่เด็ก หลังประสบปัญหาทางครอบครัว


แต่ยิ่งพวกเขาตามล่าเหล่าทหารหนีทัพ พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจสาเหตุของความพยายามในการฉีกกฎข้ามรั้วลวดหนามสุดชีวิตของคนหนุ่มทั้งหลาย และได้พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ “ควรหวนคืนสู่กองทัพ” ยิ่งกว่าไพร่พลผู้หลบหนีเสียอีก


ในความยาวเพียงแค่ 6 ตอน ซีรีส์ได้พาคนดูเดินทางสำรวจไปกับเรื่องราวได้หลากหลายแง่มุม ทั้งที่มาที่ไปของบุคลิก การกระทำของตัวละคร ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างค่อนข้างมีเหตุมีผล ให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ไม่ยาก แถมยังเดินเรื่องได้สนุก ฉับไว ไม่น่าเบื่อเวิ่นเว้อ


โดยความน่าตื่นเต้นยังทวีคูณในช่วงของการติดตามไล่ล่าทหารหนีทัพ ที่คู่หู D.P. ต้องปฏิบัติภารกิจซึ่งต้อง บุ๋นและบู๊ ไปในเวลาเดียวกัน กับการใช้สมอง ไหวพริบ เล่ห์กลในการตามหาเบาะแสเพื่อติดตามตัวผู้หลบหนี อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายกับการไล่ล่าสุดระห่ำ ในฉากแอคชั่นสุดบ้าบิ่นที่ที่ทำให้คนดูลุ้นไปยันปลายเท้า


แม้ว่าหน้าหนังของซีรีส์เรื่องนี้จะดูเดือดดาล ระห่ำ และมืดมิด แต่ซีรีส์กลับนำเสนอออกมาหลากรสหลากอารมณ์กว่าที่คาด มีทั้งการสอดแทรกมุกตลกที่หยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ระหว่างเรื่อง ทำให้พอยกยิ้มคลายเครียดกันไปบ้าง (แม้อาจจะให้ความรู้สึกตลกร้ายไม่น้อย) หรือบางครั้งก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น น่าประทับใจในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง แต่อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “D.P.” จะทำให้ผู้ชมต้องปะทะกับความหม่นหมอง และความหดหู่ ชวนสะเทือนใจเข้าอย่างจัง พร้อมกับตีแผ่เสียดสีวงการทหารของเกาหลี ราวกับพาผู้ชมขึ้นรถไฟเหาะแห่งอารมณ์ ซึ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีเสน่ห์ ชวนติดตามตลอดทั้งเรื่อง


หากว่ากันตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ชายหนุ่มสัญชาติเกาหลีทุกคนต้องผ่านการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติในกรมทหาร ก่อนอายุ 30 ปี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภาวะสงครามทุกเมื่อ (จะได้รับการยกเว้นเป็นบางกรณีเท่านั้น เช่น นักกีฬาที่สร้างผลงาน/ชื่อเสียงให้กับประเทศ)


ดังนั้นการเข้าไปอยู่ในกรมทหารไม่ใช่เป็นการตบเท้าเข้าไปอย่างสมัครใจของทุกคนเสียทั้งหมด แค่การต้องเข้าไปอยู่เพราะเป็น ‘หน้าที่ที่ต้องทำ’ ว่าน่าอึดอัดใจมากพอสำหรับพวกเขาแล้ว ซ้ำยังต้องไปเจอกับระบบอันหล่อหลอมให้หลายอย่างเน่าเฟะโสมม ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกองทัพร่วม 2 ปี ทางเลือกสุดบ้าบิ่นอย่างการ ‘หนีทหาร’ จึงกลายเป็นฟางเส้นเดียวที่คนหนุ่มหลายคนเอื้อมมือคว้ามาเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานที่ที่อาจเป็นดั่งขุมนรกไปได้


ตัวซีรีส์จึงได้เปิดแผงฉายภาพความเน่าเฟะภายในกรมทหารอย่างตรงไปตรงมาในหลากหลายประเด็น ระหว่างการไล่ล่าหาสาเหตุที่ทำให้ทหารทั้งหลายต้องการหลบหนี ตั้งแต่ตอนแรกที่มีนายหารละเลยในหน้าที่ นำเงินในการทำภารกิจ (ซึ่งคงจะมาจากภาษีประชาชน) ไปถลุงเที่ยวเล่นตามอำเภอใจ


คนบางกลุ่มมีสิทธิพิเศษในการเลี่ยงทหาร ไล่เรียงมายันถึงการใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย ทารุณขืนใจ ซึ่งถูกทำให้เหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ ปกติในกรมทหาร กลายเป็นการกระทำให้ความบันเทิงของพวกเหล่ารุ่นพี่หรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เชิดหน้าชูตา อุปโลกน์ว่าตนอยู่เหนือคนอื่น


ซึ่งสะท้อนไปยังอำนาจครอบงำที่กลืนกินชุดความคิดและการปฏิบัติของคนในองค์กรแบบฝังรากลึก ที่มองมนุษย์คนอื่นเป็นที่รองมือรองเท้า จะใช้อำนาจออกคำสั่งอย่างไรก็ได้ และเมื่อคำสั่งการของผู้บังคับบัญชาการ หรือผู้ที่มียศเหนือกว่าถือเป็นประกาศิต ก็ต้องมีพวกผู้ใต้บังคับบัญชาที่เอาแต่ “ได้ครับพี่ ดีครับผม” พยายามเอาอกเอาใจหัวหน้า แบบไม่สนสิ่งที่ถูกที่ควร อีกทั้งยังมีการที่ทหารชั้นผู้ใหญ่พยายามซุกซ่อนปัญหาที่เกิดขึ้นเอาไว้ใต้พรม ราวกับว่าเรื่องอันโสมมเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น


ประเด็นสำคัญที่ “D.P.” ตั้งใจพาเราเข้าไปในเขตหลังรั้วลวดหนามก็เพื่อตีแผ่ระบบระเบียบ ปัญหาที่ถูกเพิกเฉย ฝังรากเป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่ปรากฏเห็นเป็นเด่นชัดในทุกตารางนิ้วของฐานทัพ ตั้งแต่โรงนอนของนายทหารยศต่ำต้อย ยันไปสู่โต๊ะของผู้บังคับบัญชาอันสูงศักดิ์ แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข หรือแม้แต่กระทั่งได้รับความสนใจให้เป็นประเด็นชวนคิด ทั้งๆ ที่ประชากรชายส่วนใหญ่ของเกาหลีต้องเคยเป็นทหารกันมาค่อนประเทศ จนระเบิดออกมาเป็นคำถามในช่วงท้ายของซีรีส์ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในกองทัพได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายคนก็รับรู้ แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังอยู่ ยังคงถูกเพิกเฉย และวนลูปไม่รู้สิ้น


ซีรีส์เรื่องนี้จึงถ่ายทอดออกมาด้วยความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อมนุษย์ร่วมกัน ซึ่งถูกระบบ โครงสร้างอันบิดเบี้ยวย่ำยี ‘ความเป็นคน’ สิทธิมนุษยชน จนต้องได้รับความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ โดยถ้าหากมองให้ดี การมีอยู่ของ D.P. นั้น ก็ทำให้ได้รู้ได้ว่าสภาพแวดล้อมในกองทัพมันเลวร้ายแค่ไหน จนต้องมีหน่วยเฉพาะเพื่อตามล่าทหารหนีทัพ


ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ก็คือ มนุษย์คนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นลูกชาย พี่ชาย หลานชาย แฟน หรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวของใครบางคนก็ได้ ซึ่งในส่วน Intro ของซีรีส์ “D.P.” ที่ฉายให้ได้รับชมก่อนเข้าเนื้อหาในแต่ละตอน ก็สามารถฉายภาพความเป็นมนุษย์ปกติชนของคนเหล่านี้ได้อย่างเรียบง่าย แต่ทรงพลังล้นเหลือ


ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ รวมกับงานภาพ การตัดต่อ และเพลงประกอบที่เรียกได้ว่าเพราะจับใจเป็นพิเศษของเรื่องนี้แล้ว ทำให้ซีรีส์เรื่อง “D.P.” ถือเป็นผลงานที่น่าจดจำในปี 2021 อีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ จนอยากเชิญชวนให้ใครหลาย ๆ คนมาลองมาเปิดใจรับชมอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ไปด้วยกัน ซึ่งเราไม่อยากให้คุณพลาดด้วยประการทั้งปวง


ร่วมติดตามการไล่ล่าเหล่าทหารหนีทัพไปกับ “D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix


Natthanan

  • Newbie
  • *
    • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด



Topper

  • Newbie
  • *
    • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
อยากให้มี ss 2 จังเลย ตีแผ่ด้านมืดในค่ายทหารได้ดีมากๆ มีทั้งความอบอุ่น ในค่าย การเอาตัวรอดในค่าย ชีวิตการเป็นอยู่ในด้านที่คนนอกอย่างเราๆ ไม่อาจรับรู้ได้ นักแสดงอย่าง คูคโยฮวาน จองแฮอิน คิมซ็องคยุน และ อีกหลายๆท่าน แสดงดีมากๆ ;D



Tibat

  • Newbie
  • *
    • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
ดูแล้วเสียน้ำตาเยอะมากอะไรที่เล่นกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็คือทนไม่ได้จริงๆ คนๆนึงเคยเป็นคุณครูสอนเด็ก จิตใจแสนจะดี แต่พอมาอยู่ในกรมทำไมต้องโดนรังแกขนาดนี้ สงสารมาก ตอนจบคือดิ่งเลยครับ :'(


Mew

  • Newbie
  • *
    • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
เอาจริงๆนะคะถ้าเอากางเกงทหารของไทยไปทำเป็นซีรีส์คงจะได้หลาย Season เลยล่ะค่ะ แต่ก็เป็นเรื่องที่คิดเล่นๆนะครับทำจริงไม่ได้หรอกเพราะสภาพสังคมไทยมันเป็นแบบนี้ไม่สามารถจะทำอะไรได้หรอก :'( :'(


Narudee

  • Newbie
  • *
    • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
นี่ขนาดประเทศเขาเป็นประเทศที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ แต่ก็ยังสามารถสร้างซีรีย์ที่ตีแผ่สังคมออกมาได้โดยที่ไม่มีการปิดกั้นถือว่าเป็นประเทศที่เสรีดีจริงๆค่ะ :-* :-*